สกู๊ปพิเศษ
Thai
Posted by : TF_may2greview 
23-10-2017 14:41 view : 1287
G-Analysis: Trend ใหม่แต่เครื่องเก่า! เจาะลึกเบื้องหลังทำไมต้อง Re-Sell??

 

เพื่อนๆ ชาวเกมเมอร์น่าจะพอคุ้นหูกับศัพท์ใหม่ที่ได้ยินในวงการเกมช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้นะคะ ไม่ว่าจะเป็น Remastered, Remake, Reboot,วันนี้เมย์เลยอยากชวนคุยเพิ่มอีก 1 Topic ที่น่าสนใจ นั่นก็คือการ Re-Sell ซึ่งจะว่าไปแล้ว เป้าหมายใจความของบรรดาภาษา RE… ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การนำสินค้าเก่ามาปัดฝุ่นขายใหม่” แต่จะตั้งชื่อว่าอะไรอันนี้แตกต่างกันบ้างที่รายละเอียด ยกตัวอย่าง เช่น การประกาศ Remake เกม Final Fantasy VII ภาค 7 ซึ่งเป็นภาคที่โด่งดังแทบจะที่สุด ตั้งแต่ขายดีที่สุดในบรรดาซีรีส์ไฟนอล คือประมาณ 11 ล้านชุดทั่วโลก อีกทั้งยังใช้ทุนสร้างเยอะที่สุด! ประมาณ 40 ล้านเหรียญ USD อย่าลืมว่าเกมนี้มีอายุ 20 ปี (วางจำหน่ายครั้งแรก พ.ศ. 2540) อีกทั้งยังเป็นภาคที่แฟนๆ รักและเรียกร้องให้นำกลับมา Remake มากที่สุดอีกเช่นกัน

 

 

 

ทว่าคำว่า Remake นั่นจะหมายถึงการนำเกม/สินค้าเดิมในอดีตมา “ยกเครื่องใหม่” ทั้งในแง่กราฟิก, Gameplay และอาจมีผลต่อเนื้อเรื่องหรือไม่ก็ได้ ซึ่งจะต่างจากการ RE-ในรูแบบอื่นที่จะเน้นไปที่การอัพเกรดแค่ด้านกราฟิกเพรียวๆ มากกว่า ตัวอย่าง The Last of Us Remastered ที่ Port จาก PS3 มาให้เล่นบน PS4 แบบอัพ เฟรมเรต และ Texture เป็นต้น หรือ Call of Duty Modern Warfare ที่เพิ่งว่างจำหน่ายไม่นานมานี้

 

 

ทีนี้ล่าสุดได้มี Trend ใหม่ที่ไม่ใช่แค่เกมเท่านั้นเสียแล้ว เพราะ Model RE... ได้ลามไปยังเครื่องเกมเก่าๆ ทั้งหลาย ไล่ตั้งแต่เครื่องสุดคลาสสิคยอดฮิตตลอดการที่ใครอายุเกิน 30 ต้องรู้จักร้องอ๋อกันทุกคนอย่าง แฟมิคอม (Famicom) หรือ Super Famicom แต่คนไทยจะรู้จักกันในชื่อ FR ขาว-แดง เสียมากกว่า ส่วนชาวอเมริกันจะรู้จักในชื่อ NES ซึ่งย่อมาจาก Nintendo Entertainment System แม้ชื่อต่างแต่คือเครื่องเดียวกันนะจ๊ะ

 

 

 

ตั้งแต่วางจำหน่ายเครื่อง Nintendo NES Classic เมื่อเดินพฤศจิกายน ปี 2016 จบปีสามารถส่งขายได้มากกว่า 1 ล้านชุด และนับจนนับปัจจุบัน ถูกขายไปแล้วถึง 2.3 ล้านเครื่องทั่วโลก!! นับเป็นตัวเลขที่น่ากลัวหากเทียบกับเกม Console ยุคนี้อย่าง PS4, Xbox One หรือ Nintendo Switch ที่ต้องลุ้นกันหืดขึ้นคอว่าจะไปรอดหรือเปล่า และเมื่อ Nintendo ประกาศยุติการผลิตเจ้า NES Classic ราคาก็ถูกปั่นพุ่งสุดโหดใน ebay ไปถึง 25,000 USD!! แต่ปกติจะถูกซื้อขายกันทีราวๆ 400 USD ซึ่งเพิ่มจากราคาเดิมที่ขายกันเพียง 59.99 USD เท่านั้น บางคนอาจจะคิดว่า ว้าว Retro is Back เครื่องสุดรักอดีตอันหอมหวานในวัยเด็กได้กลับมาแล้ว แต่สำหรับเมย์ขอบอก ณ ตรงนี้เลยว่า RETRO NEVER DIES! อันที่จริงมันไม่เคยตายเลยต่างหาก

 

ตลาด Retro ไม่ได้เพิ่งมีมาในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตรงกันข้าม มันมีมาอยู่ตลอด แต่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม และกลุ่มที่ว่าคือกลุ่มกำลังสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามกันเสียด้วย ว่าแต่สำคัญยังไง? เหตุผลตามนี้เลยค่ะ

 

     1. เค้าและเธอที่เติบโตกับเครื่องเกมเก่าเหล่านั้น เป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีเงินในกระเป๋าและกำลังซื้อในวันนี้

     2. เค้าและเธอดังข้อ 1 ต่างรักและชื่นชอบ Video Games แต่ปัจจัยไม่เอื้อที่จะลงทุนด้านเวลามากมายกับเกมยุคปัจจุบันที่อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเล่นยาวนานกว่าเกมสมัยเก่า ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงาน ภาระครอบครัว

 

ฐานลูกค้าเหล่านี้เป็นพลังนัก Shop สำคัญที่มีมานาน และมีกลุ่มซื้อขายเครื่องเกมเก่าในช่วงนับ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความเจริญของเทคโนโลยีเราจึงได้เห็นร้านค้าแบบ Online พุดบน Social มากขึ้น จนนึกว่ามันกลายเป็น Trend ใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ ตลาดนี้มีมานาน แค่รอเวลาที่ค่ายเกมใหญ่ๆ จะกล้าลงมาจับแบบจริงจัง

 

 

Nintendo ที่เห็นความสำเร็จของ NES Classic ก็ไม่รอช้า ปล่อย Super NES Classic Edition ตามออกมา (หรือก็คือ Super Famicom Mini ในญี่ปุ่น) ซึ่งก็ SOLD OUT การ Pre-Order แบบชั่วข้ามคืน ทั้งบน Store ของ Nintendo, Amazon และ Best buy และ 4 วันแรกของการวางจำหน่ายเอาแค่ในญี่ปุ่นก็ทำยอดไปได้เกิน 360,000 เครื่อง ตัวเลขนี้ถ้าให้เทียบกับเครื่อง Gen ใหม่อย่าง Switch ก็ถือว่าสูงมากๆ เพราะใน Week แรกของการวางจำหน่ายในญี่ปุ่น Switch ขายไปได้ 330,637 เครื่อง แม้ว่าตอนนี้อนาคตจะดูขึ้นทั้งเกมที่ทยอยออกและตัวเครื่องที่ทยอยขาย ทว่าสิ่งนี้มันเป็นสัญญาณแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมชี้ชัดๆ ว่า เครื่องเกมเก่าสามารถขายได้ และมันก็ขายดีเสียด้วย ในอนาคตเราอาจจะได้เห็น N64 Mini, หรือ PS1 Mini หรือ Dreamcast Mini แต่เอาแบบแน่ๆ เลยเครื่องอย่าง Commodore 64 Mini จะมาแน่ต้นปีหน้า พร้อมเกมสุดฮิตในยุค 80s เครื่องนี้แฟนเกมในบ้านเราอาจไม่คุ้นหูนัก แต่เป็นเครื่องที่โด่งดังมากโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตกด้าน PC Gaming (ยุคเดียวกับ Apple II)

 

 

การนำกลับมา RE-SELL ของเครื่องเกมเก่าในยุคปัจจุบัน เป็น Model ธุรกิจ ที่ Play safe ในแทบจะทุกทาง ไล่ไปตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงเท่ากับการคิดค้นเครื่องเกมใหม่ที่ส่วนใหญ่ก็ต้องขายราคาต้นทุนหรือยอมขาดทุนในช่วงปีแรกและไปโปะเสริมหาเงินด้านอื่นแทน (Loot Box, DLC, Microtransaction, Adds on & ETC) ไม่ต้องใช้เวลาสร้างประชาสัมพันธ์นาน เนื่องจากเกมที่นำมาใส่พ่วง คือเกมที่คนซื้อรู้จักดีเสมือนเพื่อนวัยเด็กอยู่แล้ว ไม่ต้อง PR ค่าการตลาดมาก แค่ประกาศจะวางจำหน่าย Marketing ปากต่อปากหรือ Twitter ต่อ Twitter ก็ลามไปไกลไหนต่อไหน อีกทั้งฐานกลังซื้อก็คือคนในวัยเด็กที่ตอนนี้โตมาอยู่ในฐานะที่สามารถกำเงินรอจ่าย ดังเห็นได้จากยอดขายชนิด Sold Out ของ 2 เครื่องที่ผ่านมาจาก Nintendo

 

 

 

ซึ่งในประเด็นนี้เมย์มองว่ามันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากกว่าแค่ RE-SELL ทำไม เพราะคำตอบแน่นอนว่าเพื่อเม็ดเงินและกำไร แต่ภาพที่กว้างกว่านั้นหากค่ายเกมไม่ใช่แค่ Nintendo แต่อุตสาหกรรมภาพรวมจะนำมาปรับใช้ เริ่มด้วยย้อนไปคำถาม Basic ตั้งต้นที่สำคัญว่า สร้างเกมเพื่ออะไรและให้ใคร?” และพวกเรา เล่นเกมกันไปทำไม?” คำถามและคำตอบที่แลดูง่าย ทว่าอุตสาหกรรมเกมในช่วงหลายปีมานี้ช่างแลดูหลงทิศหลงทาง ตั้งแต่การใช้ทุนสร้าง ทุน PR การตลาด รวมถึงระยะเวลาในการทำเกมเยอะมหาศาลชนิดหลัก 5-10 ปีต่อเกมขึ้นไป!! (และบางเกมก็ขายได้ไม่คุ้มทุนจนบริษัทต้องโดนยุบหรือปิดตัว) ไหนจะการวิ่งไล่ตามเทคโนโลยี 4K, HDR จนต้องออกเครื่อง Model ใหม่ ให้คนเล่นที่ซื้อก่อนไปแล้วชอกช้ำใจ ถ้าเพียงแต่จะคิดไตร่ตรองและหยุดมองสักพัก ว่าทำไม RETRO GAMING NEVER DIES ผู้เล่นเกมเมอร์อย่างเราๆอาจไม่ต้องจ่ายค่าเกมแบบไม่มีวันหมดกับ Loot Box และ DLC เฉกเช่นในปัจจุบัน และค่ายเกมอาจพบกันครึ่งทางกับคุณภาพและประหยัดต้นทุนปัจจัยทั้งเงินและเวลา เพื่อนๆ ล่ะค่ะคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างไร สามารถพูดคุย Comment กันได้นะจ๊ะ ^_^

 

 

©ดิสอิสเกมไทยแลนด์ดอทคอม (www.thisisgamethailand.com) ห้ามทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือ เผยแพร่
Comment | แสดงความคิดเห็น