รีวิว
Global
Posted by : TF_may2greview 
13-11-2017 14:40 view : 1853
[รีวิว] Call of Duty: WWII สงครามแห่งประวัติศาสตร์ กลับมาคืนฟอร์มในภาคใหม่!

 

 

Platforms: PlayStation 4 / Xbox One / PC

จัดจำหน่ายและพัฒนาโดย : Activision / Sledgehammer

วางจำหน่าย : 3 พฤศจิกายน 2017

 

 

 

Call of Duty หนึ่งในเกมแนว FPS (Fist Person Shooter) ซีรี่ส์ดังจาก Activision กลับมาอีกครั้งในมหากาพย์การเล่าย้อนอดีตหน้าประวัติศาสตร์สงครามอันยิ่งใหญ่ World War II หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนี้ได้ทีมพัฒนามือดี Sledgehammer ซึ่งเคยพัฒนาเกมในซีรีส์ก่อนหน้ามาแล้วอย่าง Call of Duty: Modern Warfare 3 ในปี 2011 และ Call of Duty: Advanced Warfare เมื่อ 3 ปีก่อนภาค Infinite Warfare แม้จะเป็นซีรี่ส์ที่มีจำนวนภาคหลักและภาคเสริม Spin-off ออกขายเกินกว่า 20 ภาค! แต่รากรูทดั้งเดิมที่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ 14 ปีก่อนหรือในปี 2003 ตัวเกมนั้นเน้นการดำเนินเรื่องอันเข้มข้นที่สงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากแวะเวียนออกจากวงโคจรไปเยือนอวกาศจนทะยานไปโลกอนาคตมาหลายภาค ในที่สุด Call of Duty: WWII ก็กลับคืนสู่เนื้อเรื่องดั้งเดิมอิงประวัติศาสตร์ที่แฟนๆ ต่างเรียกร้องและรอคอย หลังจาก EA และ DICE ปล่อย Battlefield 1 มาเซอร์ไพรส์แฟนๆ โดยการย้อนกลับไปถึงสรามโลกครั้งที่ 1 ทว่า COD: WWII ภาคนี้ทำได้ดีขนาดไหนและอย่างไร เรามาแยกดูรีวิวกันทีละส่วนเลยค่ะ

 

 

 

 

Story

แคมเปญหลัก หรือโหมดเนื้อเรื่องเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่น่าประทับใจใน WWII เพราะมีการนำ Gameplay และระบบเก่าๆ บางอย่างกลับมาใช้ ตัดระบบใหม่ๆ ในภาคก่อนทิ้งไป ซึ่งเหมาะเจาะสอดคล้องกับโทนการเล่า ตัวเราจะได้รับบทเป็นพลทหาร Daniels (แดเนียลส์) ประจำกองพลทหารราบที่ 1 ตั้งแต่ต้นจนจบเกม แม้บาง Chapter อาจมีการตัดสลับไปบังคับตัวละครอื่นได้บ้าง ภายในกองพลที่เราสังกัด จะมีเพื่อนร่วมทีมซึ่งจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น  Zussman (ซัสส์แมน), Stiles (สไตลส์), Aiello (อาเยลโล่), และผู้บังคับบัญชาอย่าง จ่า Pierson (เพียร์สัน) และ ผู้กอง Turner (เทิร์นเนอร์) เปิดเกมมาตั้งแต่ฉาก Cutsense Cinematic นำเสนอกลุ่มพลทหารที่จำเป็นต้องมาประจำการอยู่ในหน่วยเดียวกัน เราได้เห็นการหยอกล้อ พูดคุย เฮฮาขำขัน ผู้เล่นจะค่อยๆ เรียนรู้ซึมซับในมิตรภาพที่ก่อตัวและลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้ไม่ยาก ตัวเกมเล่าได้กระชับลื่นไหลราวกับกำลังดูภาพยนตร์หนังสงครามของ Hollywood  ภารกิจเริ่มต้นที่ได้รับมอบหมายคือการยกพลขึ้นบกหาดโอมาฮา ชายทะเลฝั่งนอร์ม็องดี ประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 หรือที่เรียกวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์นี้ว่า D-DAY

 

 

 

แคมเปญการเล่นจะแบ่งเป็นด่านหรือ Chapter ซึ่งจะเล่าแบบอ้างอิงเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์จริงๆ เพียงแต่จะโฟกัสเสริมแต่งไปที่ตัวละครที่เราบังคับตั้งแต่ปฏิบัติยกพลยึดหาดนอร์ม็องดี แล้วค่อยๆ รุกคืบเข้าไปยังยุโรปผ่านเบลเยี่ยม, ไปจนถึงการยึดลุ่มแม่น้ำไรน์เข้าสู่เยอรมันนี การเล่าเรื่องจะไม่ได้เน้นเพียงแค่สงครามเท่านั้น แต่จะเน้นไปที่ปมอดีตฝังใจตัวละครแต่ละตัว อย่างยิ่ง แดเนียลส์ รวมถึงฉากกระชากอารมณ์ในแต่ละพื้นที่ที่เราต้องเข้าไป การให้เห็นถึงความโหดร้าย ความโกรธแค้น ป่าเถื่อน เส้นบางๆ ของศีลและธรรมมนุษยธรรม การทะเลาะเบาะแว้งภายในคนสังกัดเดียวกัน ไปจนถึงการะเสียสละ แม้การเล่าจะเป็นเส้นตรงแบบชัดเจนไม่อ้อมค้อม ไม่มีพลิกแผลง แต่กลับทำได้ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เรียกได้ว่าดราม่าถึงพริกถึงขิง มีทุกอารมณ์ ซึ้ง เศร้า เคล้าน้ำตา ยิ่งเล่นก็ยิ่งอินอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ระยะเวลาในการจบโหมดแคมเปญประมาณ 6-8 ช.ม. แล้วแต่ระดับความยากที่เลือก

 

 

 

 

Gameplay

สูงสุดคืนสู่สามัญ บอกล่าการ Regen ฟื้นเลือดอัตโนมัติแบบภาคก่อนๆ เพราะแทบค่า HP กลับมาอีกครั้ง! คุณคือพลทหารธรรมดาสามัญ ไม่ใช่ Super Heroes ซึ่ง Gameplay ในภาคนี้ได้ตัดระบบใหม่ๆ ที่ผู้เล่นคุ้นไปมากมาย แต่การนำระบบไม่ฟื้นเลือดจากในภาคแรกดั้งเดิมเมื่อปี 2003 กลับมา เป็นสิ่งที่ทำให้ WWII มีความสดใหม่อีกครั้ง เพราะคุณจะต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมทีมของคุณเอง การเติมเลือดจะหากได้จากกล่องปฐมพยาบาล First Aid Kit ตามฉากหรือขอจากเพื่อน พลทหาร ซัสส์แมน ซึ่งแต่ละตัวละครจะช่วยเหลือคุณต่างกันเช่น เมื่อกระสุนหมดก็จะเก็บตามฉากไม่ได้ ต้องรอให้เจอลังกระสุน เปลี่ยนปืนใหม่ หรือไมก็ขอจากคนในทีม รวมไปถึงระเบิด และ การส่องกล้องชี้เป้าศัตรูให้เห็นง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งเสริมให้เนื้อเรื่องมีความเข้มข้น สมจริง เพราะความผูกพันที่เรามีต่อเพื่อนร่วมทีมในการสู้รบไปพร้อมๆ กัน และความท้าทายที่ไม่ใช่ตะลุยหน้าพักแป๊บเลือดกลับมาอย่างภาคก่อน

 

 

 

 

แม้ภารกิจจะยังคงเดิมคือเดินหน้าจากจุด A ไป B ไป C เรื่อยๆ จนจบด่าน แต่ก็มี Gimmick เก๋ๆ บางอย่างน่าสนใจอาทิ ตอนเราบังคับเป็นสายลับจะต้องทำการจดจำข้อมูลในเอกสารและตอบให้ถูกต้อง หรือส่วนที่เพิ่มเติมใหม่คือ QTE (Quicktime Event) การกดปุ่มให้ตรงจังหวะอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ไม่ได้ใส่มาจนรู้สึกเฝือพร่ำเพรื่อแต่อย่างใด เน้นเป็นแค่ฉาก Climax บางฉากเท่านั้น ในเกมจะมี Check Point ให้เมื่อผ่านไปยังจุดที่กำหนดแต่ไม่ถือว่าบ่อยขนาดทุก 10 วิ อีกทั้งการจะไปถึงยังจุดเซฟระยะเวลาขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่น (และความเซียนของผู้เล่น!) บางด่านก็ให้ Option ที่จะลอบเร้นย่องเบาดอดไปปาดคอหรือใครใจร้อนจะบู๊ตั้งแต่ต้นด่านก็ยังได้

 

 

 

 

ภารกิจค่อนข้างมีความหลากหลายแม้การเล่นจะเป็นเส้นตรง คุณจะทำตั้งแต่บุกตะลุยโดยใช้ปืนประเภทต่างๆ (รวมไปถึงสไนเปอร์แบบซุ่มตามหน้าที่) และยิงใหญ่ขนาดเครื่องบิน อีกทั้งยังสามารถขับพาหนะต่างๆ ได้หลายประเภทในแคมเปญ หากให้เทียบกับเกมอย่าง Battlefield 1 แล้ว ฉากขนาดของ Map ในเกม COD: WWII จะมีความเล็กและแคบกว่าแบบเห็นได้ชัด แต่มันกลับทำให้เกมเล่นง่าย กระชับ ลงตัวทั้งในเนื้อเรื่องและ Gameplay (อยู่ที่สไตล์ผู้เล่นจะชอบ) แต่แม้เกมจะไวก็ยังมีความลับให้เก็บที่เรียกว่า Mementos เป็น Items ต่างๆ ซ่อนอยู่ในทุกฉาก เป็น Collectable ซึ่งเราสามารถกลับมาสำรวจอ่านภายหลังได้ และ Heroic Action เชิงเควสย่อยในภารกิจหลักอีกที อาทิ ช่วยพลทหารในแต่ละด่าน/เหตุการณ์ให้รอดจากความตาย เป็นต้น

 

 

 

 

 

Multiplayer & Zombies!!

แม้โหมดแคมเปญจะค่อนข้างสั้น แต่โหมดออนไลน์ผู้เล่นหลายคน Multiplayer และโหมดพิเศษล่าท้า Zombies! ที่ราวกับเป็นโบนัสแถมมากับซีรี่ส์ COD ในชื่อภาคนี้ว่า Nazi Zombies ทำได้สนุกและมันส์มากๆ ค่ะ ย้ำตัวโตๆ ว่ามันส์มาก ยิ่งหากเล่นกับตี้เพื่อนด้วยกันแล้ว มีขำกันกระจายและหัวร้อนได้ง่ายๆ ด้าน Multiplayer ผู้เล่นจะเข้าไปอยู่ในบริเวณค่ายเป็น Headquarter สามารถไปเช็ค Mail (Payroll จะเป็นของตอบแทน กดรับแล้วรอเวลาก็จะได้เรื่อยๆ) มีสนามซ้อมยิงปืน ไปรับภารกิจ/Contact ต่างๆ มีโซนผ่อนคลายอย่างการดูหนังด้วย! การเข้าเล่นในโหมดผู้เล่นหลายคนมี Option ให้ปรับแต่งเยอะมาก ตั้งแต่ตัวละครเราซึ่งจะเป็น Divisions (คลาส) อาทิ Infantry ทหารราบ, Airborne พลร่ม, Mountain พลซุ่มยิง มีทั้งหมด 5 คลาส โดยจะใช้อาวุธไม่เหมือนกัน ผู้เล่นสามารถปรับหน้าตาตัวละครที่เล่นได้ จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ รวมถึงแต่งองค์ทรงเครื่อง ด้าน Cosmetic เปิด Loot Box คล้ายเกม Over watch หมวกทหารทรงเก๋ ป้ายเท่ห์ลาย Retro การ์ตูนจ๋า มีหมด

 

 

 

 

การเข้าไปเล่นนั้นสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย จะเข้าไปเล่นแบบ Online กับคนอื่น หรือเล่น Private Custom กับเพื่อน หรือแม้กระทั่งซ้อมกับบอทในเกม!! โดยบอทเองก็มีความยากหลายระดับให้เลือก โหมดมีตั้งแต่ Team DeathMatch, Search and Destroy, Captor the Flag ไปจน Free-for-All (ด้วยกันทั้งหมด 7 โหมด) ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วก็ยังสามารถเลือก Map ได้อีกเยอะมาก และแน่นอนว่า DLC ในอนาคตก็จะมีปล่อยให้โหลด/ซื้อกันได้อีก ณ ปัจจุบันมี 9 Map ด้าน Multiplayer ออกแบบมาให้แฟนเล่นกันยิงยาวมาก เพราะว่าไม่ใช่แค่เข้าไปยิงๆๆๆ ตะลุยในเกมแล้วจบ ภารกิจมีความหลากหลาย ซ่อมสะพาน, ทำลายป้อมฝั่งตรงข้าม หรือ เคลื่อนพลรถถังข้ามเขตเดน ส่วน Nazi Zombies แม้ปัจจุบันจะมีแค่ Map เดียว ทว่าความโหดและความมันส์ของ Gameplay ไม่ได้ด้อยเลย เล่นกับเพื่อนสูงสุดได้ 3 คน (รวมเราเป็นตาละ 4 คน หรือจะซ้อมเล่นคนเดียวก็ได้) Zombies จะบุกมาเป็น Wave ซึ่งยิ่ง Wave มากขึ้นก็จะโหดทั้งปริมาณและขนาด ความคลุ้มคลั่ง เกมจะมีลักษณะคล้ายๆ Mini Puzzle ปริศนาให้แก้ โดยจะต้องไปต่อยัง Area ต่อไปในการเปิดจ่ายกระแสไฟ และแก้ปริศนา Password จากการทำตามคำบอกไบ้ ขณะเล่นเมื่อเรายิง Zombie จะได้เป็น Coin มาไว้แลกซื้อปืนใหม่ เปิดกล่องกาชาสุ่มปืนเทพๆ (หรือกากๆ ฮ่า) รวมไปจนอัพ Perk ด้านอื่น Reload ไว, ชุบชีวิตไว เป็นต้น Coin ในเกมถ้าเราเล่นกับเพื่อนสามารถแชร์โยนให้เพื่อนที่ไม่มีหรือกำลังขัดสนได้ค่ะ เท่าที่ทดลองเล่นกับเพื่อนมาได้หลาย Match ขอบอกว่าเมย์ชอบ Nazi Zombies มากๆ ค่ะ อีกทั้งตัวละครก็จะมีให้เลือกหลายแบบ เลือกสายได้ (Medic/Support/Offence) คือมีอะไรให้ทำเยอะมาก

 

 

 

 

 

Graphic & Sound

ในภาค WWII มีนักแสดงมากหน้าลายตาเข้ามาเป็นทั้ง Voice Actor และ Motion Capture ใบหน้าตัวเองจริงๆ ลงไปในเกม ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำไมกราฟิกถึงเป็นจุดแข็งและสมจริงราวกับกำลังนั่งดูภาพยนตร์สักเรื่อง เพราะทั้งสีหน้า การขยับปากพูด อากัปกิริยา และการเคลื่อนไหวในสนามรบ มีความเป็นธรรมชาติเพราะถ่ายทอดจากนักแสดงจริง ภาคนี้ดาราดังที่เป็นจุดเด่นเห็นจะเป็นตัวละครอย่าง จ่าเพียร์สัน ซึ่งได้ จอช เดอเมล นักแสดงที่รู้จักกันจากหนังหลายภาคต่อ Transformers ภาคก่อนๆ แฟนน่าจะจำ เควิน สเปซีย์ จากซีรี่ส์ดัง House of Cards หรือ คิต แฮริงตัน จาก Game of Thrones

 

 

 

 

เดวิด เทนนันต์ จาก Doctor Who ก็มาเป็นหนึ่งในตัวละครที่สามารถบังคับได้ในโหมด Nazi Zombies ด้วยเช่นกัน เรื่องกราฟิกแทบจะไม่มีข้อติอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการวิ่งลบห่ากระสุนฝ่าต้นไม้ที่ล้มแบบโคตรสมจริงเหมือนอยู่ตรงหน้า ฉากที่ไม่ได้มีแค่สนามรบ สภาพอากาศในหน้าหนาวแบบหิมะโพลน จากประสบการณ์การเล่นบน PS4 รุ่นปกติไม่ใช่ Pro ก็รู้สึกทึ่งถึง Texture และมิติของแสงที่สมจริง อีกทั้งแทบไม่มีเฟรมเรตล่วงให้เห็นแม้เกมจะมีความไวตั้งแต่ต้นจนจบก็ตาม Bug มีให้เห็นเล็กน้อยบางฉาก เช่น อิฐลอย Object บางอย่างกรวงเดินทะลุได้ แต่ก็ยังจัดว่าน้อยจนไม่ถึงขั้นทำให้เสียอรรถรส ส่วนด้านเสียงน่าแปลกที่แม้ทั้งเนื้อเรื่อง, Gameplay โหมดต่างๆ จะทำได้ดี Sound กลับทำได้แค่เสมอตัว ไม่ได้จัดว่าแย่ แต่ก็ไม่ถึงขนาดมีอะไรทำให้น่าประทับใจ สิ่งที่ชอบเห็นจะเป็นเสียงการพากย์ของตัวละคร Voice Actor และเสียงปืนรุ่นเก่าที่ดัง แต๊กๆๆๆ ให้ความรู้สึกเหมือน Call of Duty ภาคแรกๆ จุดนี้ชอบเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าภาพรวมในแง่ของสงครามย้อนยุคให้เทียบกับเกมอย่าง Battlefield 1 เสียงจะมาเต็มเม็ดและอลังการกว่าอย่างเห็นได้ชัด ระเบิด รวมถึง Effect ต่างๆ ย้ำอีกครั้งว่าเสียงของ WWII ไม่ได้แย่แต่ไม่มีอะไรโดดเด่นจนขั้นต้องหยิบมาชมเป็นพิเศษ

VERDICT : 8.5/10

 

GOOD

- กราฟิกทั้งแง่คัทซีน Cinematic และฉากขณะเล่นทำได้สวยงามตัดต่อเปลี่ยนฉากลื่นไหล สร้างบรรยากาศในสนามรบได้สมจริง ให้ความรู้สึกเหมือนรับชมภาพยนตร์

- การถ่ายทอดเรื่องราวย้อนยุคไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าเจาะไปที่ตัวบุคคล รวมถึงกลุ่มมิตรภาพของเพื่อน ปมความขัดแย้งในจิตใจ ประสบการณ์ที่ต้องพบเจอ เล่นจบแล้วได้อะไรมาขบคิดมากกว่าแค่ความมันส์

- โหมด Multiplayer และ Nazi Zombies ซึ่ง 2 โหมดนี้หลังจบเกมหลัก สำหรับแฟนแนว FPS บอกเลยว่าเล่นได้ชนิดยิงยาว การปรับแต่งตัวละคร, Customize ทั้งด่าน/MAP มีตัวเลือกเยอะมาก จำนวนคนออนไลน์ ณ ปัจจุบันไม่ต้องรอห้องนาน หรือจะเล่นกับบอทก็ได้เช่นกัน

- Gamplay รวดเร็ว กระชับ ตรงไปตรงมา เล่นสนุกโดยไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรให้ยุ่งยาก ตัดระบบใหม่จากภาคเก่า (ไต่กำแพง/Jet pack) แต่เพิ่มระบบเก่าในภาคใหม่ เช่น การไม่ฟื้นหลอดเลือด ทำให้เข้ากับธีมสงครามย้อนยุค

 

BAD

- แคมเปญโหมดเนื้อเรื่องถือว่าสั้น ประมาณ 6-8 ช.ม. จบ แล้วแต่ความยาก

- แม้เสียงพากย์ของ Voice Actor จะทำได้ดี แต่ Sound ของปืน/ระเบิดในแง่ Effect ความตูมตามกลับไม่เต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวอย่างของอีกค่ายเท่าไหร่นัก

- ด้วยความที่ตัวเกมมีความกระชับ เป็นเส้นตรง Map และฉากพื้นที่ Area ในเกมจะจึงค่อนข้างแคบ อาจไม่ถูกใจผู้เล่นสาย FPS เน้นโลกเปิดสักเท่าไหร่

 

 

 

ขอขอบคุณ Sony ประเทศไทย สำหรับ CODE เกมในการรีวิวในครั้งนี้ด้วยนะคะ

 

©ดิสอิสเกมไทยแลนด์ดอทคอม (www.thisisgamethailand.com) ห้ามทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือ เผยแพร่
Comment | แสดงความคิดเห็น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง