สกู๊ปพิเศษ
Thai
Posted by : TF_TenEvolution 
27-02-2018 14:15 view : 919
[จับเข่าคุย] เกมกับภาพยนตร์ทำให้เกิดความรุนแรงได้จริงหรือ? คุยแบบเป็นกลางไม่เอนเอียงข้างใด

 

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนไปทั่วโลกเลยก็ได้ เมื่อท่านประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาแถลงการณ์ ประณามเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหลายว่ามาจากหนังกับเกมที่มีอยู่เกลื่อนตลาดในตอนนี้ จนต้องมีการอธิปราย เพื่อหาวิธีควบคุมสื่อทั้งสองประเภทนี้ให้รัดกุมมากขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นฉนวนเหตุในการก่อการร้ายแบบนี้อีก แต่อีกด้านหนึ่งที่คัดค้าน และมองว่าหนังและวีดีโอเกมนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เอาเป็นว่าเรามาดูกันทีละข้อว่าอะไรเป็นอะไรในมุมมองของคนทั้งสองฝ่าย และขอให้ผู้อ่านเปิดใจรับฟัง (อ่าน) ความเห็นทั้งสองมุมอย่างเท่าเทียบ จะได้ไม่เกิดปัญหาถกเถียงภายหลัง

 

 

- จุดเริ่มต้นเรื่องราว

 

ถ้าจะบอกว่าเรื่องการถือปืนออกไปไล่ยิงคน ในประเทศสหรัฐอเมริกา มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ไม่ว่าจะเป็นข่าวเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยสนใจ ไปจนถึงข่าวใหญ่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีอยู่บ่อยมากๆ โดยล่าสุดเรื่องราวที่เป็นประเด็น เกิดจากผู้ก่อเหตุ ชื่อนายนิโคลัส ครูซ วัย 19 ปี เป็นนักเรียนเก่า ที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน เขาได้ใช้ปืนสังหารครูอาจารย์ไปถึง 17คนในโรงเรียน ก่อนที่คนร้ายจะถูกจับในเวลาต่อมา ภายหลังการก่อเหตุ ท่านประธานาธิบดี Donald Trump ได้เล็งเห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ว่าทั้งหมดน่าจะมาจากหนังและเกม ที่เราดูเป็นต้นเหตุ จนกลายเป็นข่าวไปในทั่วโลกในตอนนี้

 

 

 

- มาดูคดีดังๆที่มาจากเด็กวัยรุ่นเอาปืนไปยิงเพื่อนในโรงเรียนกัน

 

ถ้านับเฉพาะเหตุกราดยิงในโรงเรียน ที่เกิดจากวัยรุ่น ที่เอาแบบสะเทือนขวัญไม่แพ้เหตุการณ์นี้ก็มีอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวันที่ 21 มีนาคมปี 2005 นายเจฟฟรีย์ ไวส์ อายุ 16 ปี ได้ใช้ปืน กราดยิงเพื่อนๆในโรงเรียน มีคนตาย 10 คน ต้นเหตุมาจากคนร้ายได้ดูเว็บไซต์นาซี 16 เมษายน 2007 นายโช ซึงฮี นักศึกษาปีสาม มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค สหรัฐอเมริกาใช้ปืนยิงในมหาวิทยาลัย เสียชีวิต 33 คน สาเหตุมาจากการอ่านนิยาย สยองขวัญฆาตกรรม 26 เดือนเมษายน ปี 2002 นายโรเบิร์ต นักเรียนมัธยม ใช้ปืนยิงเพื่อนๆในโรงเรียน ตาย 17 ศพ ซึ่งมีเพียงคดีนี้เพียงคดีเดียวที่มีต้นเหตุมาจากวีดีโอเกม ขณะที่คดีล่าสุด ผู้ต้องหาก็ไม่ได้บอกเลยว่าตนเองเลียนแบบวีดีโอเกม และนี่ยังเป็นแค่ส่วนเดียว จากที่เราเอามารายงานเท่านั้น ความจริงยังมีอีกเยอะ และที่เกี่ยวกับวีดีโอเกมก็มี แต่ขอยกตัวอย่างมาแค่นี้ เพื่อเป็นตัวอย่าง ในหัวข้อถัดมา

 

 

 

- หนังกับเกมสร้างความรุนแรงได้จริงหรือ

 

ขอมองแบบเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน เรื่องของเกมหนัง สร้างความรุนแรงนั้น มีทั้งถูกและผิด แต่เราไม่สามารถฟันธงได้ เพราะไม่แน่คนที่ไม่เคยเล่นเกมโหดๆ ดูหนังสยองขวัญ ก็สามารถเป็นฆาตกร เอาปืนไปยิงคนได้ ตรงข้ามเด็กเล่นเกมโหดๆแบบนี้ ก็เป็นคนปกติอย่างเกมเมอร์อย่างเราก็เยอะ แต่ถ้าถามว่าหนังกับเกมมีส่วนรึเปล่า...? ตอบเลยว่ามี....แต่มันไม่ใช่ตัวกระตุ้น เพราะตัวกระตุ้นที่แท้จริงคือการเลี้ยงดูจากครอบครัว เพราะแทบทั้งหมดในเหตุกราดยิงในโรงเรียน เป็นเด็กที่มีปัญหา พ่อแม่แยกทาง ไม่ก็ถูกทารุณกรรม จนเด็กต้องหันไปพึ่งพา สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างอื่น เพื่อหลบซ่อนความเจ็บปวด ซึ่งหนึ่งในที่ๆสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ก็คือหนังและเกม ซึ่งพอเสพมากๆ บวกกับความคิดแรงผลักดัน จึงอาจจะทำให้เกิดเหตุเหล่านี้ได้ 

 

 

- มุมมองของเกมเมอร์เกี่ยวกับความรุนแรง

 

แน่นอนว่าเกมที่เราเล่นกัน แทบจะทุกเกม มันมีความรุนแรง การฆ่าฟันซ่อนอยู่ทั้งนั้น แต่จะมากรึน้อยเท่านั้น ซึ่งเกมเมอร์อย่างเราๆทุกคน เมื่อเล่นเสร็จก็คงไม่รู้สึกอยากเอาปืน (ไม่ซิบ้านเราไม่มีปืนเยอะแบบฝรั่ง) เอามีดไปไล่แทงใครอย่างในเกม แม้แต่เด็กคนนั้น อาจจะมีปัญหาครอบครัว พ่อแม่แยกทาง หรือถูกทารุณกรรมมาต่างๆนาๆมา เขาก็ไม่คิดจะไปเอามีดไล่แทงใคร ซึ่งนั่นก็ถูกที่สุด เพราะไม่ใช่เด็กที่พ่อแม่แยกทาง พอเล่นเกมแล้วจะไปฆ่าคน แต่มันคือหนึ่งในร้อย หรือหนึ่งในแสนที่จะมี ซึ่งมันก็เหมือนในเด็กที่เล่นเกม หนึ่งล้านคน ต้องมีหนึ่งคนที่เกิดแบบนี้ ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ เมื่อจังหวะโอกาส และสติเอื้ออำนวยต่อการเกิด แต่เปอร์เซ็นมันน้อยมากๆ แต่คนที่ไม่เห็นด้วย กลับคิดว่าทุกคนสามารถเป็น และเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งมันไม่จริงแม้แต่น้อย

 

 

- มุมมองของคนไม่เล่นเกี่ยวกับความรุนแรง

 

คราวนี้มาลองเปิดใจฟัง (อ่าน) ความเห็นของคนที่เขาคิดต่างกันบ้าง ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดอย่างนั้น โดยเริ่มจากช่วงอายุของคนที่คิดต่าง คนเหล่านี้มักจะมีอายุเฉลี่ย 45 ปีขึ้นไป ซึ่งในยุคนั้น หนังกับวีดีโอเกม เป็นสิ่งที่ไกลตัว ยิ่งเป็นวีดีโอเกมด้วยแล้ว ยิ่งไกลมากขึ้นไปอีก และการที่เราสามารถควบคุมตัวละครในเกมให้ออกไปไล่ฆ่าคน หรือเราที่ถือปืนยิงคนได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการถือปืนจริงๆ ไปไล่ยิงคน ยิ่งในเกมสมัยนี้ที่วีดีโอเกมสมจริงแบบสุดๆ ยิงทีเลือดกระจาย ไส้ไหลทะลัก รวมถึงหนัง ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความอยาก เหมือนการสะกดจิต (ประมาณนั้น) ยิ่งถ้าเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่มีความคิดความอ่าน ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรถูกอะไรผิด จึงอาจจะถูกครอบงำ จนกลายเป็นเหตุแบบนี้ได้ ไม่ต่างอะไรกับการดูหนังโป๊ จนอยากไปข่มขืนคนอื่น (อันนี้ขอเถียงว่าไม่จริง) หรือตัวเอกในหนังที่ปล้นผู้คน ตัวเอกในเกมที่ควงปืนยิงคนเพื่อปกป้องโลก มันเหมือนเป็นการชี้ทางผิดๆแก่เด็กๆ แต่ก็ใช่ว่าผู้ใหญ่จะคิดแบบนั้น แค่ส่วนมากจะคิดแบบนี้

 

 

 

- ใครเป็นคนสร้างปัญหานี้

 

เคยได้ยินสุภาษิต คำพังเพยที่ว่า "ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง " รึเปล่า คำๆ นี้ใช้ได้ผลเลยทีเดียว เพราะอย่างที่บอกไปว่าโอกาสที่คนเล่นเกม แล้วจะไปฆ่าคนตาย แทบจะเกิดขึ้นได้เพียงหนึ่งในล้าน แต่พอมันเกิดเรื่อง ไอ้หนึ่งคนที่ว่า ก็ทำให้อีกหนึ่งล้านคนเสียไปด้วย แถมคนที่คิดต่างก็มีเพาเวอร์สามารถ ควบคุมกฎระเบียบต่างๆ ในสังคมได้ (รวมถึงประเทศไทย) จึงไม่แปลกที่วีดีโอเกมกับหนังจะกลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้ แต่ถ้าจะบอกว่าผู้ใหญ่ ที่มาควบคุมดูแลผิดรึเปล่า ก็บอกเลยว่าไม่ เพราะเขาเป็นห่วงพวกเรา ห่วงเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติ จะมาเป็นฆาตกรไล่ฆ่าคน ดังนั้นถ้าเรามองแบบเป็นกลาง เรื่องนี้ไม่มีใครถูกใครผิด เพียงต่างฝ่ายต่างไม่รับฟังมากกว่า

 

 

 

- วิธีแก้ปัญหา

 

ถ้าเป็นต่างประเทศ แน่นนอนเขามีการจัดเรทในการซื้อเกมไปเล่น แบบเดียวกับบ้านเรา ที่ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปีซื้อเหล้าบุหรี่ แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ช่วยอะไรหรอก เพราะเด็กๆสามารถฝากผู้ใหญ่ (ที่ไม่ดี) ไปซื้อให้ได้ รวมถึงวีดีโอเกมด้วย ยิ่งในอินเตอร์เน็ตที่โหลดเถื่อนแบบไม่จำกัดเรท ยิ่งเป็นช่องทางในการเสพข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นทุกอย่างก็เหมือนจะแก้ไม่ได้ง่ายๆ ทำได้แค่จำกัดหรือเลิกให้ทำไปเลย ซึ่งไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน เพราะเม็ดเงินของทั้งสองวงการนั้นมากมายกว่าที่เราคิดมาก ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือดูตัวเองและคนรอบข้าง อย่างให้เป็นแบบที่คนไม่ชอบเกม กล่าวหาก็พอ

 

 

- สรุป

 

ถ้ามองแบบเป็นกลาง ต่างฝ่ายต่างยอมรับฟังกัน เราจะเห็นว่าโอกาสที่เด็กเล่นเกมดูหนังแล้วจะไปบ้าไล่ฆ่าคน มันแทบจะเกิดขึ้นได้เพียงหนึ่งในร้อย หรือหนึ่งในแสนคนเท่านั้น เพราะเกมไม่สามารถไปสะกดจิตเด็ก หรือใครๆได้ ถ้าเขาเป็นคนปกติ ไม่มีสภาพจิตใจที่เหมาะสมที่จะไปก่อเหตุ และถ้าคนมันจะก่อเหตุ นั่งดูการ์ตูนแฮมทาโร่ มันก็ไปฆ่าคนได้ ไม่ต้องเล่นเกมหรอก ส่วนมุมมองของคนที่ห้าม เพราะเขาห่วงใย กลัวว่ามันจะเป็นการทำลายชีวิตของเรา ห้พังพินาศ  ทำลายชื่อเสียงประเทศ ทำร้ายผู้คนที่ไม่รู้เรื่อง ซึ่งถ้าทั้งสองฝ่าย ต่างเปิดใจรับฟังอีกฝ่าย ก็จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอย่างแน่นอน

 

 

ก็จบกันไปแล้วกับการจับเข่าคุย ในประเด็นหนังวีดีโอเกม ทำให้เกิดความรุนแรงได้จริงหรือ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเอามาจับเข่าคุยครั้งหนึ่งแล้ว แต่เราไม่ได้เจาะลงไป ตรงตัวมากเท่าครั้งนี้ และถ้าใครได้อ่านจนจบ (ซึ่งคงมีน้อยมากๆ) ก็คงจะเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไร ส่วนวิธีแก้ไขนั้น บอกเลยว่ายาก และแทบเป็นไปไม่ได้ ตราบเท่าที่คนทั้งสองกลุ่ม ต่างคิดในมุมของตนเอง และไม่ฟังอีกฝ่าย ซึ่งเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผู้ใหญ่ยอมฟังเหตุผลของเด็ก ส่วนเด็กก็ควรคิดตามในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก แต่ก็คงเกิดขึ้นยาก และไม่มีทางเป็นไปได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นกระบอกเสียง ส่งไปให้ทั้งฝ่ายได้พิจารณากันว่า อะไรควรทำและปัญหามันอยู่ที่ไหน ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกว่านี้

 

 

มาเป็นเพื่อนกันนะ! @Thisisgame

เพิ่มเพื่อน

 

 

©ดิสอิสเกมไทยแลนด์ดอทคอม (www.thisisgamethailand.com) ห้ามทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือ เผยแพร่
Comment | แสดงความคิดเห็น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
6 เหตุผลที่ควรเล่นเกมเป็นทีมมากกว่าเล่นคนเดียว
รู้ใจ เป็นงาน พัฒนาเร็ว ไม่มีงี่เง่า
เกลือเป็นเหตุ! หนุ่มคลั่งขู่ฆ่าทีมงาน Square Enix
หลังสูญเงินเปิด Gacha กว่า 2 แสนเยน (ราวๆ 57,000 บาท)
'ภาพจำ' 6 แบบ ที่คนทั่วไปมองเกมเมอร์
'เกรียน-ไม่สุภาพ-โอตาคุ-รู้แต่เรื่องเกม' มันจริงอย่างที่เขากล่าวหากันหรือไม่!?
มหาวิทยาลัยไทยเข้าใจคุณ! รวมมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรปริญญาสาขาเกม
ถ้าเล่นเกมอย่างเดียวมันไม่สนุก ก็ไปต่อให้สุดด้วยการสร้างเกมเองเลยแล้วกัน